ReadyPlanet.com


วิธีการเลือกคณะ (ในแอดมิชชั่น) แบบฉลาดๆ แบบฉบับพี่ทาม์ย


วิธีการเลือกคณะ (ในแอดมิชชั่น) แบบฉลาดๆ แบบฉบับพี่ทาม์ย

          มีน้องๆ ถามกันเข้ามาเยอะพอสมควรในการเลือกคณะ ในการสอบแอดมิดชั่นน่ะครับ ดังนั้นพี่ทาม์ยก็เลยขอแนะนำในการเลือกคณะแบบชิลๆ เก๋ๆ แต่ฉลาดม้ากกก (555+) ตามแบบพี่ทาม์ยนะคร้าบ บบบดังนี้
 
การเลือกอันดับ
          อันดับ 1à ต้องเป็นสาขาวิชาที่ต้องการเรียนมากที่สุด (แม้ว่ามันจะเป็นเหมือนฝัน เพราะคะแนนขาดลอยไปไกลลิบก็ตาม)
          อันดับ 2à ต้องเป็นสาขาวิชาที่ชอบรองลงมา คะแนน (ขั้นต่ำ) ควรจะต่ำกว่าอันดับ 1 ประมาณ 2,000 – 4,000 คะแนน (ถ้าถ้าต่ำกว่า 2,000 % ความเสี่ยงจะสูงมาก นั่นคือ ถ้า 1 หลุด 2 ก้อจะหลุดได้ง่ายมากๆ เหมือนโดมิโน นั่นคือเราจะเสียอันดับไปโดยเปล่าๆ ปลี้ๆ ... นั่นน่ะสิ คนฉลาดเค้าไม่ทำกันหรอกเนอะ)
          อันดับที่ 3à เป็นสาขาที่ชอบ หรือ มหาวิทยาลัยรองๆ ลงมา (ในสาขาที่เราอยากจะเรียน) ซึ่งโดยปกติแล้วอันดับที่ 3 นี้ ควรเป็นอันดับของสาขาที่เราค่อนข้างมั่นใจว่าจะติด1,000 – 2,000 ขึ้นไป เพราะถ้าน้อยกว่านี้ ความเสี่ยงก็สูงมากๆ ตามไปด้วย เหมือนจะเสียตังสมัครไปเปล่าๆ ด้วยน่ะสิ และแน่นอนว่าควรจะต่ำกว่าอันดับ 2 ประมาณ 2,000 – 4,000 คะแนน เช่นกันตามเหตุผลข้างบนนั่นแหละ เป็นคนฉลาดต้องเข้าใจง่ายๆ สิเน๊อะ 55 อ่อ และอย่าเลือกที่มีคะแนนสูงกว่าอันดับ 2 นะจ๊ะ เพราะว่า ถ้าติดตั้งแต่อันดับ 2 อันดับ 3 ก้อหลุดโดยปริยายอยู่แล้ว จะสมัครให้เสียตังทำไม ถึงแม้ว่าจะไม่กี่บาทสำหรับน้องบางคนก็เหอะ เน๊อะ) หรือความเสี่ยงอยู่ในระดับกลาง (หมายถึงว่า น้องๆ ควรมีคะแนนเกินขั้นต่ำมาโดยประมาณ เช่น
          อันดับที่ 4à ต้องเป็นสาขาที่ติดชัวร์ ล้านเปอร์เซ็นต์ !!!! นั่นคือ มันต้องเป็นคณะ/สาขา ในมหาวิทยาลัยที่ถ้าเกิดติดขึ้นมาเราสามารถไปเรียนได้ (เพราะถ้าติดแล้วไปเรียนไม่ได้ จะไปกินที่ชาวบ้านเค้าทำไม เกิดมาเป็นคนฉลาดแล้ว หน้าตาดีแล้ว ก็ต้องมีจิตสำนึก และใจบุญต่อเพื่อนร่วมชะตากรรมด้วยนะ ^^) และคะแนนต้องเกินมาอย่างเทพ ซัก 4,000 – 5,000 ขึ้นไป เพราะนั่นจะหมายความว่า ยังไงซะ koo (ขออภัยใช้คำไม่สุภาพเลย อย่าจำเป็นเยี่ยงอย่างนะ)ก็ติดชัวร์ !!!! นั่นเอง และอย่างลืมว่า คะแนนต้องต่ำกว่าอันดับ 3 ประมาณ 2,000 – 4,000 คะแนน ด้วยนะจ๊ะ
 
          การประกาศผล จะเป็นประกาศอับดับสูงที่สุดที่เราเลือกแล้วคะแนนถึง เช่น ถ้าคะแนนถึงตั้งแต่ลำดับที่ 1 ก็จะประกาศลำดับที่ 1 ลำดับเดียว 2 – 4 ตัดทิ้ง หรือถ้าคะแนนไม่ถึงเลยซักอันดับ ก็คือสอบไม่ติดนั่นเอง ดังนั้นอย่าไปเชื่อข่าวที่ว่า ประกาศมาหมดเลยว่า ติดอะไรบ้าง อันดับไหนที่เราเลือกติดบ้าง แล้วค่อยให้เราตัดสินใจอีกทีว่าเราจะเอาที่ไหน บ้าไปแล้ว อันนั้นก็จะเว่อร์ไป เค้าไม่มีเวลามาทำให้ขนาดนั้นหรอกคร้าบบ คนตั้งหลายหมื่น เค้าถึงให้น้องๆ เลือกลงตามลำดับความสำคัญ 1 – 4 ไม่งั้นเค้าไม่เครียดเรื่องการลงลำดับกันหรอกน้องเอ้ย อยากจะใส่อะไรไว้ลำดับไหนก็ใส่ไปแล้ววว
         
อีกอย่างนะครับ วิธีการคือ ถ้าเราอยากเรียน รัฐศาสตร์ การระหว่างประเทศ เราก็เอาของทุกมหาวิทยาลัยรัฐมาเรียงเลยครับ ว่ามีที่ไหนบ้าง คะแนนขั้นต่ำปีที่แล้วเท่าไหร่ แล้วเรียนจากคะแนนขั้นต่ำจากมากลงไปน้อย แล้วพิจารณาว่าคะแนนเราเป็นยังไง
หลังจากนั้นก็เอาของสาขาอื่นๆ มาทำแบบเดียวกัน พร้อมทั้งคณะอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น คณะรัฐศาสตร์ บางทีก็อยู่ในคณะสังคมศาสตร์ บางทีก็อยู่ในคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ บางทีก็อยู่ในวิทยาลัยการปกครอง ซึ่งจะมีสาขาหลักๆ คือ สาขาการเมืองการปกครอง สาขาบริหารรัฐกิจ(รัฐประศาสนศาสตร์) สาขาการระหว่างประเทศ (ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ) และมีสาขาอื่นๆ ที่บางมหาวิทยาลัยแยกเป็นคณะ เช่น สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ของธรรมศาสตร์ หรือของเกษตร หรือของเชียงใหม่ (ซึ่งจบมาจะไม่ได้วุฒิ ร.บ.) เป็นต้น แล้วลองมองๆ คะแนนดู
จากนั้นเอาคณะอื่นๆ ที่อยากเรียนรองๆ ลงมา ลองเทียบคะแนนดู เช่นเดิม จากนั้นลองประเมินผลดู
และเมื่อดูแล้ว ก็ลองหยิบขึ้นมา 4 อันดับเล้ยยย อย่าไปเวิ่นเว้อมาก ในสาขาที่อยากจะเรียนนะ เพราะว่าเวลาเลือกเนี่ย อันนั้นก้ออยากเรียน อันนี้ก็อยากเรียน เพราะฉะนั้น วางเป้าหมายของตัวเองไว้ก่อน แล้วลองเข้าไปดูตามหลักสูตรของมหาวิทยาลัยนั้นๆ เลยนะ เพราะแต่ละที่จะสอนไม่เหมือนกัน เช่น IR ของธรรมศาสตร์กะของจุฬาฯ ก็ไม่เหมือนกันแล้ว ดังนั้น ถ้าคะแนนพอๆ กันจะเลือกที่ไหน ก็ใช้ข้อมูลอื่นๆ เป็นตัวประกอบนะครับ
 
เอาล่ะทีนี้เบื้องต้นในการเลือกอันดับแล้ว ขอพี่ทาม์ยระบายความอัดอั้นในใจนิดนึงจากคำถามอันมากมายของน้องในการเลือกคณะที่จะเรียน เป็นข้อๆ ดังนี้
 

1
การ
เลือกคณะ
          ต้องเลือกคณะที่เราอยากจะเรียน ย้ำ อยากเรียน หรือเรียนแล้วมีความสุขเท่านั้น เพราะฉะนั้นจำไว้นะครับว่า ถ้าเรียนไปตามกระแส เรียนตามแฟน เรียนเพราะเค้าฮิตกัน เรียนเพราะที่บ้านอยากให้เรียน(เหตุผลข้อนี้น่าสงสารว่ะ แต่ก็นะกรรมใคร กรรมมัน คนไหนพี่ทาม์ยพอพูดให้ได้ ก็ตามไปพูดให้หมด แต่อันไหนที่พี่ทำให้ไม่ได้ก็คงต้องใช้วิชามารส่วนตัวกันล่ะน่ะ เอ้าสู้!!) คณะที่อยากจะเรียนจบไปแล้วไม่รู้จะทำงานอะไร หรืออะไรก็ตามที่เป็นเหตุผลที่เราเลือกเรียนโดยที่ไม่ชอบ ผลที่จะตามมาก็คือ พวกแกจะเรียนกันอย่างทรมานมาก ไม่มีความสุขที่จะเรียน ไม่มีความกระตืนรือร้นที่อยากจะเรียน และเมื่อเป็นดังนั้น เกรดแกก็จะห่วยแตก ยิ่งเกรดห่วยแตกก็จะยิ่งไม่อยากจะเรียน ไม่มีกำลังใจเรียนไปใหญ่ เพราะใจบอกว่าเรียนไปก็ไม่รู้เรื่อง ซ้ำที่บ้านไม่เข้าใจ ประณามหยามเหยียดอีก ว่าทำโง่อย่างนี้ เฮ้อออ เหนื่อยแทนเลย นี่แหละผลของการไม่เรียนในสิ่งที่ชอบ
         พี่ทาม์ยจะยกตัวอย่างให้ดูนะครับ เช่นสมมติเราชอบการเมืองมาก วันๆในหัวมีแต่สีเหลือง สีแดง หนังสือติดกระเป๋ามีแต่เนชั่นสุดสัปดาห์ มติชน ฯลฯ เห็นงานสัมมนาทางการเมือง หรือชุมนุมทางการเมืองกระใจเต้นตึกตัก กระเสือกกระสนไปหาข้อมูลเพิ่ม แบบนี้ก้อเหมาะกะการเรียนรัฐศาสตร์ การเมืองการปกครอง แต่ทว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เช่นตอนนั้นคิดว่า จบไปละไม่มีงานทำแน่เลย หรือต้องไปเรียนสายวิทย์ตามแฟน หรือต้องไปสมัครหมอให้ที่บ้าน แล้วเราไปลงเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ ผลจะเป็นยังไงเอ่ย เวลาสอบ เดาได้ไม่ยาก ตกน่ะสิ (ก็เพราะเวลาส่วนใหญ่ที่ควรจะไปดูโครงสร้างตึก ไปคำนวณนั่นนี่ เอาเวลาไปตามการเมืองซะหมด) เวลาจะสอบที ยังกะจะไปลงนรก ดังนั้นแล้วไซร้ คนฉลาดที่ไหนเค้าก้อไม่อยากจะให้มีเหตุการณ์แบบนี้หรอกเน๊อะ case ที่เห็นก็เยอะแยะ
2
เลือกสาขาตามใจพ่อแม่
มี case นึง ใจอยากเรียน JC (วารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มธ.) มาก แต่ที่บ้านไม่ให้เรียน จะให้เรียน นิติ มธ.. ทำยังไงดี อ่ะเรียนก็ได้ เรียนจนจบ เกรดก็โอเคไม่ขี้ริ้วขี้เหร่ แต่พอจบปุ๊บก็เดินไปบอกที่บ้านว่า “ผมเรียนให้ป๊ากะม๊าละนะ ต่อจากนี้ขอเรียนให้ตัวเองบ้าง” และแล้วเขาคนนั้นก็ไปเรียนต่อปริญญาโท ที่ออสเตรเลีย และจบออกมา ปัจจุบันทำงานเป็นอาจารย์อยู่คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน à อยากจะบอกว่า ควายน่ะยังไงมันก็ต้องไปหาบวกของมัน (ใช้คำว่าควายมาอธิบาย ไม่ได้หมายถึงการด่า เหมือนคนทั่วๆ ไปจะเข้าใจนะ เพราะจริงๆ แล้วควายมันฉลาดจะตาย อ่อ!! และก็พูดให้เห็นภาพครับ) ดังนั้น คนมันชอบอันนี้อะ พอจบมามันก้อต้องกระเสือกกระสนไปทำงานที่ตัวเองอยากจะทำ ยิ่งคนในสมัยนี้ จะให้จบมาแล้วทนๆ ทำงานที่ตัวเองไม่ชอบ บอกได้เลยว่ายาก เลยเกิดเหตุการณ์คนไม่ทนงานกันเยอะแยะในปัจจุบัน แล้วพี่ทาม์ยก็เลยอยากทิ้งคำถามซักนิดว่า แล้วเวลา 4 ปีที่เสียไปล่ะ เปลืองเงินเปลืองทองมั้ย นอกเหนือจากความพอใจที่พ่อแม่หยิบยื่นให้ และความทุกใจที่เราจะต้องทนฝืน กว่า 4 ปี (และเผลอๆ มากกว่านี้เพราะไม่ถนัด ก็เรียนจบช้า) ดังนั้นอยากฝากไว้ว่า คงไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากเห็นลูกของตัวเองต้องตกอยู่ในสภาพที่ทนทุกข์ทรมานหรอกเน๊อะ (ฝากให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจด้วยนะครับ ถ้าเกิดได้เข้ามาอ่าน)
3
เลือกตามแฟน
ขอบอกว่าใครทำแบบนี้นะ “นรกกกกกกกกกกกกก” เพราะว่า แกจะเลิกกันเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ พึ่งจะอยู่ ม.6 เอง อีกอย่าง ย้อนไปอ่านข้อ 1 ใหม่นะ มันจะทำให้รู้ว่ามันทรมานแค่ไหนที่เรียนในสิ่งที่ไม่ชอบ โอเคแกอาจจะรักกันจริงจนถึงทำงานเลย ก็มีให้เห็นหลายคู่ แต่ทว่าคนเค้ารักกันจริง เค้าคงไม่ปิดกั้นความชอบหรือโอกาสของอีกคนนึงหรอก จริงป่ะ อีกอย่าง ตอนเรียนๆไปนะ โลกของมหาวิทยาลัยมันไม่เหมือน ม.ปลายแล้ว เวลามันจัดการได้ง่ายขึ้น กิจกรรมมากขึ้น โลกส่วนตัวมากขึ้น ใช่ว่า 8 โมงถึงโรงเรียน เลิกเรียน 5 โมงเย็นเสียเมื่อไหร่ ดังนั้นอะไรๆ มันก็เกิดขึ้นได้ ต่างฝ่ายต่างจะได้ไม่รู้สึกแย่ เช่น อยากเลิก แต่เป็นคนชวนเค้ามาเรียนด้วย ถ้าเลิกกัน เค้าจะเสียใจมั้ย หรือเราโดนเค้าทิ้งก็โกรธเสียใจว่า เราอุตส่าห์ทำให้ขนาดนี้แล้วทำไมมาทิ้งเรา ฟูมฟาย ฆ่าตัวตาย โง่สิ้นดี ขนาดชีวิตเรา ยังเอาไปฝากไว้กะคนอื่น แล้วใครเค้าอยากจะแบกรับภาระล่ะ จริงมั้ย ความรักมันเป็นเรื่องของจิตใจ ไม่ใช่ความรับผิดชอบ (เพราะแค่เป็นแฟน ไม่ได้แต่งงาน ไม่ได้มีลูกด้วยกัน) ดังนั้นเมื่อคบกันไป มันไม่ใช่ ก็ต้องจบ จะฝืนไปก็เท่านั้น การเรียนก็ตกเพราะไม่มีสมาธิ ดังนั้นใครเลือกเพราะเหตุผลนี้ บอกได้คำเดียว กากกกกกกมากกกกกกก
4
เรียนไปแล้ว จบไปจะทำงานอะไรล่ะ
คำถามนี้เจอเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก พี่ทาม์ยบอกเลยว่า กว่าที่เค้าจะผ่านออกมาเป็นหลักสูตร ในมหาวิทยาลัยให้น้องๆ ไปเรียนกันเนี่ย เค้าต้องทำเอกสารชี้แจงไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ และแน่นอน เค้าก็ย่อมต้องวางแผนไว้แล้วว่า งานที่จะสามารถทำต่อไปได้ในอนาคตนั้นมีอะไรอยู่บ้าง ซึ่งกว่าน้องๆ จะมองเห็นโอกาสนั้น ก็คงต้องรอเข้าไปเรียนนู่นแหละ ถึงจะบอกได้ เพราะว่าโอกาสมันอยู่ที่ สังคมในมหาวิทยาลัย CONNECTION เพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้อง อาจารย์ ชมรม ต่างๆในมหาวิทยาลัย จะเป็นตัวหล่อหลอม คนเรามันถนัดไม่เหมือนกัน ดังนั้นจะให้ตอบว่า จบนิติศาสตร์ ต้องเป็นทนายความ ต้องเป็นผู้พิพากษาอย่างเดียวรึเปล่า ก็คงไม่ใช่ หลายๆ คนเลือกที่จะไปทำงานในบริษัท หลายๆ คนเลือกที่จะทำธุรกิจส่วนตัว หลายๆ คนเลือกที่จะเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว เปิดร้านทำขนม แล้วยังไงล่ะ การเรียนในมหาวิทยาลัย มันให้อะไรมากกว่าที่คิดเยอะ (ถ้าน้องไม่ทำตัวเป็นพวก ชีวิตนี้ชั้นมีแต่เรียน ทำงานส่ง กั๊กความรู้ เกลียดเพื่อนเพราะชั้นเก่งที่สุดในสามโลก) อีกอย่าง พี่ทาม์ยกล้าพูดเลยว่า ในสมัยนี้ เรียนอะไรไปก็ตกงานทั้งนั้น คนจบวิศวะ จุฬาฯ ก็ใช่ว่าจะมีงานทำไปซะทุกคน (เลือกงานก็มีซะเยอะ อันนั้นไม่นับ บางส่วนก็ไม่ได้ชอบเรียนไง ก็เลยไม่อยากเป็นวิศวกร) จริงมั้ยจ๊ะ เพราะฉะนั้นท้ายที่สุดแล้วก็คือ เรียนไอ่ที่เราชอบที่สุดเถอะนะ จบมาค่อยว่ากัน คนฉลาดน่ะย่อมหาลู่ทางให้ชีวิตได้อยู่แล้วววว
5
สาขาที่อยากเรียนจริงๆ คะแนนมันไม่ถึง
บางทีปัจจัยนี้ก็พูดยากเนอะ เพราะจะให้บอกว่า โอ้ยอยากเรียนรัฐศาสตร์ ที่ไหนก็ได้เหมือนกัน มหาวิทยาลัยไหนก็ไม่ต่างหรอก ไปเสียทีเดียวก็ว่าไม่ได้ มนุษย์โลกเนอะ เมื่อถึงเวลาก็ต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ชีวิต ใครๆ ก็อยากจะเรียนธรรมศาสตร์ เรียนจุฬาฯ เรียนที่ดังๆ ให้คุณพ่อ คุณแม่ได้หน้าบาน อวดชาวบ้านได้ ดังนั้น พี่ทาม์ยจะบอกแบบนี้ว่าในมหาวิทยาลัยอะ มันมีวิชาโทอยู่ เพราะฉะนั้นอยากจะเรียน ก็อาจจะเลือกคณะที่มันใกล้เคียง หรือสาขาที่ใกล้เคียง เช่นอยากเรียน IR (ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ) แต่คะแนนไม่ถึง ถึงแค่ บริหารรัฐกิจ ก็โอเค พอไปได้ คล้ายๆ กัน คือเรียนรัฐศาสตร์เหมือนกัน แล้วถึงเวลาไปเรียนจริง ก็ค่อยลงเรียนในวิชาของ IR ในวิชาเลือกเสรีก็ได้ หรืออาจจะเรียนเป็นวิชาโทก็ได้ (วิชาเอกก็คือ วิชาที่จบและเขียนไว้ในใบปริญญา เรียนหน่วยกิตที่มากกว่าวิชาโทประมาณ 6 หน่วย หรือประมาณ 2 วิชา ส่วนวิชาโทคือ สาขาวิชาที่ปรากฏในใบ Transcript หรือใบเกรด ใบรับรองการศึกษาตอนจบ ซึ่งก็จะต้องเรียนให้ครบตามหน่วยกิตที่กำหนด ก็จะขอเป็นวิชา Minor หรือวิชาโทได้)
6
ความหมายของคนฉลาด ในแบบของพี่ทาม์ย
คนไนประเทศไทยเด๋วนี้ชอบตีความกันไปเรื่อย เพราะไม่มีคำจำกัดความ เลยนึกว่าพูดเรื่องเดียวกัน ทั้งๆ ที่จริงๆแล้ว พูดเรื่องเดียวกัน แต่ว่าคนละความเข้าใจ ก็เลยเกิดปัญหาอย่างที่เห็น เหนื่อยแทนเลย อ่ะเกริ่นมาเยอะ แต่จะบอกว่า คนฉลาด ของพี่ทาม์ย ไม่ใช่คนที่เรียนเก่ง ได้เกรดเยอะอย่างเดียว แต่เป็นคนที่ จัดการชีวิตเป็น และ เข้าใจตัวเอง และ วางแผนชีวิต และ ใช้ชีวิต เป็น นั่นคือ คุณอาจไม่ได้ทำเกรดสูงมาก คะแนนดีมาก แต่คุณรู้ว่า ชีวิตของคุณต้องการอะไร คุณจะเดินเกมยังไงให้ไปถึงเป้าหมาย คุณจะเตรียมตัวอย่างไร เพื่อให้เป้าหมายของคุณประสบผลสำเร็จ เช่นถ้าคุณเป็นคนหัวปานกลาง แน่นอนการที่จะเอาตัวเองไปเทียบกับเพื่อนที่มันเป็นเทพ ย่อมไม่ใช่วิถีของคนฉลาด เหมือนตัวประกอบจะไปเทียบบทกับพระเอก มันเทียบไม่ได้ แล้วก็จะทำให้ตัวเองแย่ ทั้งความคิด ทั้งการกระทำต่อคนอื่น ฉันใดฉันนั้น (แต่จะเอาไปเหยียบย่ำคนที่ต่ำกว่าก็ใช่ที่ เพราะนั่นเห็นวิธีที่สิ้นคิด เพ้อฝัน หลอกตัวเอง) เมื่อเรารู้ว่าระดับกลาง เราก้อต้องวางแผนว่า เราต้องอ่านหนังสือยังไง เราต้องทำคะแนนเพิ่มอีกเท่าไหร่ หรือถ้าไม่ทันแล้ว ก็ต้องเลือกว่า เราจะทำได้ดีในคณะไหนบ้าง ในมหาวิทยาลัยไหนบ้าง ดังนั้นไอ่คนที่วันๆ เอาแต่เรียน ไม่รู้จักเพื่อนฝูง กั๊กเรียน ไม่ไปไหน ไม่รู้จักใคร ไม่รู้ว่ามันหมุนไปยังไงแล้ว ไม่รู้ว่าขึ้นรถเมล์เป็นยังไง ขึ้นรถไฟฟ้ายังไง(เฉพาะที่อยู่ตามเส้นรถไฟฟ้าอ่านะ) ติดต่อประสานงานต่างๆ ซื้อตั๋วหนังยังไง เนี่ย ถึงแม้จะสอบติดแพทย์ จุฬาฯ พี่ก็ว่ามันไม่ฉลาดนักหรอก เพราะคนเราถ้าใช้ชีวิตไม่เป็นในสังคม โอกาสโดนหลอกก็ง่าย (เค้าถึงเอาพิษงูมาแก้พิษงู ดังนั้นก็ต้องเรียนรู้โลกอีกด้านบ้าง พาสเจอร์ไรท์ ตลอดเวลา มีเชื้อโรคเข้ามาก็ป่วยง่ายน่ะสิ) และที่สำคัญ ต้องมีความสุขในสิ่งที่ตัวเองมี และเป็น และได้รับ แล้วชีวิตจะดีขึ้น และต้องอย่าลืมว่า คนที่ประสบผลสำเร็จในชีวิต คือคนที่เคารพตัวเอง เพราะถ้าแม้แต่ตัวเองยังไม่เคารพตัวเอง (ย้ำ เคารพ ไม่ใช่หลงตัวเอง) ใครจะมาเคารพและให้คุณค่ากับตัวเรา จริงมั้ย และที่สำคัญ การสอบและการเลือกคณะครั้งนี้ เป็นเรื่องใหญ่ของเราคนเดียว การที่ไปตีโพยตีพายกับครอบครัว กับเพื่อน กับรุ่นพี่ รุ่นน้อง แล้วเค้าไม่ให้คะแนะนำที่ดีเท่าที่ควร หรือความสนใจเท่าที่ควร มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ทุกคนย่อมมีชีวิตเป็นของตัวเอง เรื่องสำคัญในชีวิตของแต่ละคน ในแต่ละช่วงเวลา มันจะไปเหมือนกันได้อย่างไร และเมื่อในอนาคต ถ้าเราอยู่ปี 4 เราก็จะมองมายังรุ่นน้องที่กำลังแอดมิชชั่น ด้วยสายตาแบบเดียวกัน และอาจจะนึกได้ว่า “ปริญญาตรี มันจะอะไรมากมาย ยุคนี้ ป.ตรีก็เหมือน ม.6 เรียนอะไรก็ได้ที่ชอบไปก่อน ป.โท ค่อยว่ากัน ก็ป.ตรีมันเกลื่อนเมือง เป็นระดับการศึกษาพื้นฐานซะขนาดนี้ ขี้หมูขี้หมาก้อต้องจบ ป.ตรี ถึงจะทำงานได้นี่นา จริงไม ??

 
          ท้ายที่สุด ขอแนะนำไว้เท่านี้ก่อนนะครับ เริ่มนึกอะไรไม่ออกละ ถ้าน้องๆ อ่านแล้วมีข้อสงสัย ข้อโต้แย้ง อยากจะเถียงใจแทบขาดดิ้น หรืออยากจะขอคำแนะนำเพิ่มเติม เต็มที่เลย ที่ www.2btopic.com ก็มาที่ web board หรือเขียนตอบไว้ด้านล่างนี้ หรือที่ facebook ส่วนตัวพี่ทาม์ย ที่ www.facebook.com/tyme.topic นะครับ และรับรองว่า เด๋วพี่ทาม์ยจะจัดเต็มให้แน่นอน ^_^
 
          สู้ๆ ถ้าไม่เรียนรู้ความเจ็บปวด ไม่เคยตกอยู่ในสถานการณ์ “ลุ้น” แทบตาย และจะรู้จักรสชาติของ “ความสุข” “ความภูมิใจ” อย่างเต็มที่ได้ยังง้ายยยยยยยย ว่ามะ เน๊อะ


ผู้ตั้งกระทู้ P'Tyme กระทู้ตั้งโดยเว็บมาสเตอร์ :: วันที่ลงประกาศ 2011-04-12 01:36:21 IP : 58.8.170.54


[1]

ความคิดเห็นที่ 13 (4025629)

เรียนภาษาที่อังกฤษกับเจ้าของภาษาก็จะได้เปรียบตรงสำเนียงนี่แหละ

ผู้แสดงความคิดเห็น น้ำค้างใจ (laabpedwork1-at-gmail-dot-com)วันที่ตอบ 2016-12-16 09:24:03 IP : 223.204.169.254


ความคิดเห็นที่ 12 (3465418)

 คำว่ามีโอกาสติดปานกลาง เคยมีคนติดไหมคะ

ผู้แสดงความคิดเห็น ขอบคุณมาก (katkaew2-at-gmail-dot-com)วันที่ตอบ 2016-05-09 23:52:37 IP : 1.47.9.134


ความคิดเห็นที่ 11 (3465416)

 คะแนน เทคนิการแพทย์ 50 

 พยาบาล 50

ภาษาไทย 50 

เกษตร 70

วิทยาศาสตร ชีววิทยา 70 

ช่วยคิดหน่อยคะ

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ขอบคุณมาก (katkaew2-at-gmail-dot-com)วันที่ตอบ 2016-05-09 23:49:28 IP : 1.47.9.134


ความคิดเห็นที่ 10 (3449060)

ประหยัดกว่าเทียบกันได้เลยตอนออกตัว ระหว่าง100 กับ125 Beste Replica Horloges ผมถามทางศูนย์วิศวกรรมฮอนด้าที่นิคมลาดกระบัง ให้คำอธิบายไว้ว่า125เปรียบเสมือนคนตัวใหญ่แบกของหนักจะมีกำลังมากกว่า เสียเหงื่อน้อยกว่า replica Horloges China / การทดสอบในห้องปฎิบัติการทางวิศวกรรมที่ความเร็วคงที่50กม./ชม. เครื่อง125 นิ่มกว่า ในส่วนของคลัชท์ เวฟ100 จะกระชากมากกว่า เครื่องไม่นิ่มเท่าเวฟ100s แต่อัตราตีนปลายดีกว่าเพราะท่อปลายโล่ง แพทเทิร์นเดียวกับโซนิค

ผู้แสดงความคิดเห็น made (yanji-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2016-03-07 14:30:38 IP : 45.79.90.220


ความคิดเห็นที่ 9 (3430106)

อยากเรียน ครูพละมาก แต่เกรด 2 เทอมแรก มันแย่มาก 

ผู้แสดงความคิดเห็น ณัฐวัตร จิตจง (milomum_007-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2015-04-27 01:48:28 IP : 125.24.64.138


ความคิดเห็นที่ 8 (3425786)

 ไม่รู้จะเรียนอะไรดีี

ผู้แสดงความคิดเห็น pop วันที่ตอบ 2015-01-23 14:03:47 IP : 183.89.202.42


ความคิดเห็นที่ 7 (3415774)

ขอบคุณสำหรับคำแนะนำนะค่ะพี่มาทย์พี่หนูอยากถามถ้าได้คะแนนแอดมิชน้อยมากจะมีโอกาศแอดติดไหมค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น oo วันที่ตอบ 2014-05-14 14:44:55 IP : 1.4.143.116


ความคิดเห็นที่ 6 (3356409)

 ขอบคุณมากครับ

แต่อยากรู้อีกว่่า

เลือกคณะช้า จะเสียเปรียบไหม ในกรณีที่ใกล้หมดเวลาน่ะครับ

ช่วยบอกที

ผู้แสดงความคิดเห็น 55 (warin_devil-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-04-19 15:56:14 IP : 124.120.12.62


ความคิดเห็นที่ 5 (3352563)

 มาเรียนสาขามาตรวิทยาและระบบคุณภาพกันไหม  งานเยอะ เงินเดือนดี ปัจจุบัน 15000-25000 บาท/เดือน และปริญญาตรีเปิดที่ คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา อาจารย์ผู้สอนและรับผิดชอบหลักสูตร มีประสบการณ์จากการทำงานกับสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ มากกว่า 20 ปี เป็นที่รู้จักในแวดวง การสอบเทียบเครื่องมือวัด เป็นที่ปรึกษาบริษัท  ตำแหน่งงานที่เรียนจบ งานในห้องปฏิบัติการศูนย์สอบเทียบเครื่องมือวัด  และงานควบคุมคุณภาพ

ผู้แสดงความคิดเห็น nakyoy วันที่ตอบ 2013-01-20 14:01:17 IP : 203.155.54.251


ความคิดเห็นที่ 4 (3293629)

ขอบคุณมากครับสำหรับคำแนะนำดีๆ แต่เราก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าจะเข้าคณะอะไรที่เหมาะกับตัวเรา เศร้าจัง

ผู้แสดงความคิดเห็น 12 วันที่ตอบ 2011-05-20 20:02:54 IP : 101.108.172.149


ความคิดเห็นที่ 3 (3289881)

พี่ทามย์หนูอยากรู้ว่าจะมีโอกาดติดมั้ย

หนูลงคณะสังคมไทยศึกษาของมอชอคะคะแนนเกินขั้นต่ำปีที่แล้วไปพันเจ็ดกว่า

หนูจะมีโอกาดติดมั้ยคะๆ

รบกวนตอบหนูด้วยคะ

ขอบคุนพี่มากคะ

ผู้แสดงความคิดเห็น score วันที่ตอบ 2011-04-19 15:10:21 IP : 223.206.111.163


ความคิดเห็นที่ 2 (3289200)

 ขอบคุณมากนะครับ เป็นคำแนะนำที่ดีมากเลย

ผู้แสดงความคิดเห็น GAGA วันที่ตอบ 2011-04-12 03:51:04 IP : 125.26.22.62


ความคิดเห็นที่ 1 (3289199)

 ขอบคุณสำหรับคำแนะนำมากนะคะ  เป็นคำแนะนำที่ดีมากๆเลยคะ 

ผู้แสดงความคิดเห็น ฺิBumebime (maripoza42-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2011-04-12 01:54:57 IP : 223.204.25.194



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.